การเริ่มต้นจัดทำบัญชีที่ถูกต้องไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องเริ่มทันทีหลังจากจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นฐานะการเงินที่แท้จริงของธุรกิจ

การวางระบบเอกสารภายในอย่างเป็นระเบียบจะช่วยให้สำนักงานบัญชีสามารถบันทึกรายการได้อย่างแม่นยำ และช่วยให้การตรวจสอบงบการเงินโดยผู้สอบบัญชี (CPA หรือ TA) เป็นไปอย่างราบรื่น

1. รูปแบบเอกสารทางบัญชีภายในที่สำคัญ

เอกสารภายในเปรียบเสมือนหลักฐานกำกับการไหลเวียนของเงินภายในองค์กร โดยมีรูปแบบหลักดังนี้:

  • ใบสำคัญรับ (Receipt Voucher): ใช้บันทึกรายการเมื่อบริษัทได้รับชำระเงินจากลูกค้า ช่วยยืนยันการรับเงินสดหรือเงินโอนควบคู่ไปกับใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้า เพื่อให้สำนักงานบัญชีตรวจสอบความครบถ้วนของรายได้
  • ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher): ใช้บันทึกทุกรายการที่บริษัทจ่ายเงินออกไปเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยต้องแนบหลักฐานการจ่าย เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากคู่ค้า หรือใบรับรองแทนใบเสร็จ เพื่อพิสูจน์ได้ว่ารายการนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการจริง
ประเภทใบสำคัญใช้เมื่อหลักฐานที่ต้องแนบ
ใบสำคัญรับ (Receipt Voucher)บริษัทได้รับเงินจากลูกค้าใบเสร็จรับเงิน / หลักฐานเงินโอน
ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher)บริษัทจ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่ายใบกำกับภาษีซื้อ / ใบเสร็จคู่ค้า / ใบรับรองแทนใบเสร็จ
เอกสารใบสำคัญรับและใบสำคัญจ่ายประกอบการลงบัญชี
ใบสำคัญรับ–จ่ายคือหลักฐานกำกับการไหลเวียนของเงินภายในองค์กร (ภาพ: Pexels)

2. การเตรียมเอกสารประกอบการลงบัญชี

นอกเหนือจากใบสำคัญภายใน ผู้ประกอบการต้องรวบรวมหลักฐานจากภายนอกเพื่อส่งมอบให้สำนักงานบัญชี ดังนี้:

  • เอกสารด้านภาษี: ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (Tax Invoice) สำหรับรายการซื้อและขาย เพื่อใช้ประกอบการยื่นแบบ ภ.พ.30 ประจำเดือน รวมถึงหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ทุกประเภท เช่น ภ.ง.ด. 1, 3 และ 53
  • เอกสารธนาคาร: รายการเดินบัญชี (Bank Statement) ของทุกบัญชีในนามบริษัท การใช้บัญชีธนาคารแยกต่างหากจากบัญชีส่วนตัวจะช่วยลดความสับสนและทำให้กระทบยอดเงินสดได้อย่างถูกต้อง
  • เอกสารพนักงานและสวัสดิการ: บัญชีจ่ายเงินเดือนและหลักฐานการนำส่งเงินสมทบประกันสังคมประจำเดือน

3. หน้าที่และการจัดเก็บตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดหน้าที่ที่เข้มงวดให้แก่นิติบุคคลในการดูแลเอกสารเหล่านี้:

  • ระยะเวลาการบันทึก: กิจการต้องจัดให้มีการบันทึกรายงานบัญชีภายใน 3 วัน นับแต่วันที่รายการนั้นเกิดขึ้น
  • การเก็บรักษาเอกสาร: เอกสารประกอบการลงบัญชีและใบกำกับภาษีต้นฉบับต้องเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย ณ สำนักงานใหญ่เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และในบางกรณีอาจถูกสั่งให้เก็บนานถึง 7 ปี
warning

ข้อควรระวัง: แม้ปัจจุบันจะมีการสแกนเอกสารเก็บในรูปแบบดิจิทัล แต่กฎหมายยังไม่อนุญาตให้ทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที จนกว่าจะได้รับอนุมัติเฉพาะกรณีจากกรมสรรพากร

4. การส่งมอบงานให้สำนักงานบัญชีอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้การปิดงบการเงินเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการควรส่งมอบชุดเอกสารให้สำนักงานบัญชีเป็นประจำทุกเดือนตามกำหนดเวลาที่ตกลงกัน

การเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับสำนักงานบัญชีจะช่วยลดขั้นตอนการส่งเอกสารกระดาษ และช่วยให้ผู้สอบบัญชีสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลได้ทันทีผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารตกหล่นและค่าปรับจากการยื่นภาษีล่าช้า

การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์เชื่อมต่อกับสำนักงานบัญชี
โปรแกรมบัญชีออนไลน์บนคลาวด์ช่วยลดเอกสารกระดาษและปิดงบได้เร็วขึ้น (ภาพ: Pexels)
โดยสรุป กรรมการบริษัทมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการจัดให้มีระบบเอกสารที่โปร่งใส เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กิจการและลดความเสี่ยงทางภาษีในระยะยาว

support_agent

อยากวางระบบเอกสารและใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ให้ปิดงบได้เร็วขึ้น? ดูบริการทำบัญชีของไมตรีจิตต์ฯ หรือ ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษา